fbpx
โรงแรม โฮเทล คาเฟ่ รอยัล เปิดตัว โลร็องต์ ห้องอาหารใหม่ พร้อมต้อนรับเชฟชื่อดัง โลร็องต์ ทัวรอนเดล หวนคืนสู่ลอนดอน 13 -

โรงแรม โฮเทล คาเฟ่ รอยัล เปิดตัว โลร็องต์ ห้องอาหารใหม่ พร้อมต้อนรับเชฟชื่อดัง โลร็องต์ ทัวรอนเดล หวนคืนสู่ลอนดอน

ในเดือนมิถุนายนนี้ โรงแรม โฮเทล คาเฟ่ รอยัล (Hotel Cafe Royal) มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศเปิดตัวห้องอาหารใหม่ล่าสุดที่รองรับได้ถึง 110 ที่นั่ง นำทีมโดยเชฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติอย่าง โลร็องต์ ทัวรอนเดล (Laurent Tourondel) ซึ่งการเปิดตัวของห้องอาหาร ‘โลร็องต์ แอ็ท คาเฟ่ รอยัล’ (Laurent at Café Royal) ในครั้งนี้ทำให้เชฟสัญชาติฝรั่งเศสท่านนี้หวนกลับมายังลอนดอนและโรงแรม โฮเทล คาเฟ่ รอยัล อีกครั้งซึ่งเป็นที่แรกๆที่เขาเรียนรู้การทำอาหารก่อนจะเริ่มต้นอาชีพเชฟ โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาได้ร่วมงานกับห้องอาหารชื่อดังระดับหรูมาเกือบทั่วโลกรวมทั้ง นิวยอร์ก ฮ่องกง และหมู่เกาะแคริบเบียน โดยที่ห้องอาหาร ‘โลร็องต์’ (Laurent) จะเป็นห้องอาหารแห่งแรกของเขาในยุโรป

โลร็องต์ได้ให้ความเห็นว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาลอนดอนอีกครั้ง การที่ผมเป็นเชฟชาวฝรั่งเศสมีหลายคนมักจะตกใจเมื่อผมบอกว่าผมเรียนรู้การทำอาหารจากที่นี่ เมืองลอนดอนนี้มีบทบาทสำคัญในอาชีพของผมเป็นอย่างมาก และผมอยากจะกลับมาอีกครั้งนึง ในช่วงวัยเยาว์ผมเคยทำงานในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่โรงแรม โฮเทล คาเฟ่ รอยัล และมันก็ทำให้นึกถึงช่วงความทรงจำที่แสนสุขนั้น”

ห้องอาหาร โลร็องต์ แห่งนี้จะตั้งอยู่บริเวณชั้นที่ 1 ของโรงแรมเหนือล็อบบี้แห่งใหม่ที่น่าประทับใจ ตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์แก้วจากเมืองมูราโน่สูง 17 ฟุตโดยช่างแก้วผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลีชื่อ วิสโตซิ (Vistosi) นำเสนอแนวคิดการรับประทานอาหารแบบผ่อนคลายทานได้ตลอดทั้งวันสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยของผู้คนในยุคนี้ ในส่วนของเมนูอาหารกลางวันและอาหารเย็นจะถูกนำเสนอในรูปแบบไม่เป็นทางการ โดยจะเน้นที่อาหารย่างจากเตาปิ้งย่างบาร์บีคิวแบบดั้งเดิมที่มาจากประเทศอาร์เจนตินาโดยที่พ่อครัวสามารถควบคุมความร้อนเพื่อให้แน่ใจได้ว่าเนื้อสัตว์หรือปลาที่ปรุงสุกได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากประสบการณ์การปรุงอาหารชั้นเลิศกว่า 15 ปีที่ผ่านมา โลร็องต์ ยังมีชื่อเสียงอันยาวนานในการนำเสนออาหารในสไตล์ ”สบายๆ” และสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันของเมนูเพื่อการรับประทานอาหารในบรรยากาศที่สบายและผ่อนคลาย

สำหรับอาหารย่าง แขกสามารถเลือกเนื้อที่ทางร้านมีอยู่หลายประเภท ไม่ว่าเนื้อสเต็ค เนื้อปลา หรืออาหารทะเล ที่จัดเสิร์ฟพร้อมซอสที่แขกสนใจเลือกรับประทานคู่กัน   โดยทางร้านมีทั้งเนื้อขั้วตับวัวจากอะเบอร์ดีน (Aberdeen Angus onglet) เนื้อริบอาย เนื้อฟิลเล เคียงคู่มากับสุดยอดของเนื้อวากิวจากอเมริกาที่มาพร้อมกับ เกรด SRF Black ที่ถือว่าเยี่ยมกว่าเนื้อวัวระดับดีเยี่ยมตามมาตรฐาน USDA และเนื้อซี่โครงแกะจากเมืองซอมเมอร์เซ็ต พร้อมซอส 5 อย่างให้เลือกรับประทานคู่กัน ได้แก่ ซอสพริกไทยเจ็ดชนิดที่เคี่ยวด้วยบรั่นดีอมายัค (Seven peppercorn and Armagnac) ซอสสมุนไพรชิมิชูรีแบบอาร์เจนตินา (Chimichurri) ซอสบลูชีสแบบโบแวล (Beauvale Blue Cheese) และซอสแบร์เนสแบบดั้งเดิม (Classic Bearnaise)  ส่วนปลาและอาหารทะเล ประกอบด้วย ปลาตาเดียว (Dover Sole) กุ้งลายเสือขนาดใหญ่ (King Prawns) ปลากะพงจากคอร์นิช (Cornish seabass) และปลากระโทงแทงดาบ (Swordfish) เสิร์ฟคู่กับ ซอสมะเขือเทศที่มีกลิ่นขิงเพิ่มความสดชื่น (ginger ketchup) ซอสแกงตะไคร้ (lemongrass curry) หรือซอสฮอลแลนเดสผสมสมุนไพร  (fines berbes hollandaise) และเครื่องเคียงที่กินคู่กัน ก็มีมาให้เลือกอย่างมากมาย เช่น มันยูคอนโกลด์บด (Yukon gold mashed potatoes) มันฝรั่งทอดปรุงรสด้วยเกลือและน้ำส้มสายชู (Salt and vinegar chips) มะเขือม่วงอบแบบเปรี้ยวหวาน (Roasted sweet and sour aubergine) แตงกวาฝรั่งกับซอสเพสโตโหระพา (Courgette with basil pesto) และแครอทอบที่กินคู่กับโยเกิร์ตรสเผ็ดร้อนด้วยสมุนไพรจากตูนิเชีย (Roasted carrot with za’atar and harissa yoghurt)   และยังมีเบอร์เกอร์แอลทีแบบดั้งเดิมที่มาพร้อมกับ พริกจาลาพิโนดอง หอมเจียว เชดาร์ชีส (Classic ‘LT’ burger with pickled jalapenos, tobacco onions and Cheddar) และเนื้อซี่โครงวากิว ที่มาพร้อมกับซอสสมุนไพรชิมิชูรีกับฮอร์สเรดิช โดยมีผักเคียงให้เลือก 2 ชนิด คือ ธัญพืชรวมกับหัวบีท หรือหอมแดงอิตาเลียนซิโปลินีกินกับน้ำสลัดแบบใส (Wagyu beef short ribs accompanied by a chimichurri sauce and horseradish sit alongside two vegetarian options including all grains with beets, Cipollini onions and Banyuls vinaigrette)

สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อยของที่นี่  เป็นอาหารเบาๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติ เริ่มตั้งแต่ ทูน่าสมุนไพรกรอบเสิร์ฟในสไตล์ทอนนาโต (Spice-crusted tuna, tonnato style) ยำปูแบบอิตาเลียนเสิร์ฟบนขนมปังธัญพืชเจ็ดชนิด (Cornish crab on seven grain toast) ทั้งยังมีสลัดหลากหลายชนิดให้เลือกสรรไม่ว่าจะ ซีซาร์สลัดผักเคล (Kale Caesar) สลัด หอยเชลล์ที่เสิร์ฟพร้อมถั่วฟาวาและซอสเบอร์บล็องก์ที่ทำจากอาร์ติโช้คกับส้มยูซุ  (a scallop salad with fava beans, artichokes and yuzu beurre blanc) สลัดมะเขือเทศแบบดั้งเดิมที่หาทานยากกินคู่กับชีสกอร์กอนโซล่า และหอมแดงซิโปลินีทอดกรอบ (Heritage tomato salad with Gorgonzola and crispy Cipollini onion rings)  นอกจากนี้ยังมีอาหารขึ้นชื่อของห้องอาหารโลร็องต์อีกจานหนึ่งเป็นของกินเล่นสไตล์อเมริกันที่โดดเด่นอยู่ในเมนูของร้าน รูปลักษณ์ของอาหารทานเล่นจานนี้คล้ายกับพุดดิ้งยอร์คเชียร์ มาเสิร์ฟในแบบอังกฤษดั้งเดิมผสมผสานกับอาหารสไตล์อเมริกาเหนือ โดยใช้ส่วนผสมของเชดาร์ชีสกับโกด้าชีสและเสิร์ฟพร้อมกับเนยเหลวอุ่นร้อนแทนที่จะเป็นขนมปังก้อนในช่วงเริ่มมื้ออาหาร

อาหารมื้อเช้าหลายจานที่เสิร์ฟให้แขกที่ห้องอาหารนี้ ได้ถูกออกแบบให้มีสไตล์ในแบบฉบับของโลร็องต์ เช่น คร็อกเก้ครัวซองต์ ที่ประกอบด้วย เอ้กฟริตทาทา หรือไข่เจียวอิตาเลียน ที่เสิร์ฟคู่กับไส้กรอกปรุงรสด้วยยี่หร่า เมเปิ้ลไซรัป และเชดาร์ชีส (Croquet croissant – egg frittata, fennel sausage patty, maple syrup and cheddar) และคริสปี้ครัมเป็ต หรือเค้กกรอบ เสิร์ฟคู่กับไส้กรอกปรุงรสด้วยยี่หร่าแบบหวานในครีมข้น ใส่บร๊อคโคลีและพริก (Crispy crumpets – creamy sweet fennel sausage, broccoli and chillies) นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารทานเล่นก่อนมื้อเช้าจำพวกของอบ (Baked Popovers) เช่น ผักโขมอบ (green spinach) แฮมอบจากเมืองยอร์คเชียร์ (roasted Yorkshire ham) โพ้ชเอ้กหรือไข่ดาวน้ำแบบฝรั่ง (poached eggs) ซอสฮอลแลนเดสใส่เห็ดทรัฟเฟิล (truffle Hollandaise) แพนเค้กแบบดั้งเดิม  (Country style pancake) กล้วยย่างในเหล้ารัมหรือบานาน่าเฟลมเบ้ (rum-banana flambe) นูลเทลล่า และถั่วพีแคนอบ

ส่วนเมนูอาหารกลางวันที่มีให้บริการ อาทิ สเต็คเนื้อขั้วตับวัวย่างกับกระเทียมดำ ผักสลัด วอเตอร์เครส มะเขือเทศไม่ตัดแต่งพันธุกรรมหรือแอร์ลูม ชีสอังกฤษสติลทัน แตงกวา อะโวคาโด ขนมปังหั่นเต๋าทอดกรอบหรือครูตอง (Grilled black garlic onglet steak salad, watercress, heirloom tomato, Stilton, cucumber, avocado and croutons) สลัดบลูฟินทูน่าจัดจานแบบฮาวายเอี้ยนหรือ โปเกะสลัด สลัดทูน่าโรยขิงป่น ข้าวญี่ปุ่น ซอสพริกศรีราขาผสมกับอะโวคาโด ใบชิโสะ สาหร่ายฮิจิกิและหอมแดงเจียวกรอบ  (Blue fin tuna Poke bowl, with gingered tuna, sushi rice, avocado, sriracha, shiso, hijiki, crispy shallots) นอกจากนี้ในเมนูจะพบว่ามี ไข่เจียวซูเฟล่ตำรับโบแวล ผักจากสวนและน้ำสลัดเห็ดทรัฟเฟิล (Omelette Souffle ‘Beauvale’, farmer’s greens and truffle dressing) ซึ่งเป็นเมนูที่โดดเด่นเป็นอย่างมากสำหรับมื้อกลางวัน

นอกจากนี้ โลร็องต์ ยังภูมิใจที่จะนำเสนอครัวซูชิของทางร้านที่มีซูชิหลายหลากชนิดทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย   แขกที่มารับประทานสามารถเลือกไส้ของอุระมากิซูชิได้ เช่น เนื้อปลาฮามาจิที่เสิร์ฟพร้อมกับใบชิโสะ ขิง พริกจาลาปิโน ใบต้นหอมและเคลือบด้วยซอสญี่ปุ่น (Jalapeno ginger yellowtail with shiso, scallion and soy glaze) หรือถ้าเลือกกุ้งกรอบรสเผ็ด จะมีมายองเนสผสมพริกมะนาว อะโวคาโด เกรพฟรุต และถั่วงาเสิร์ฟเคียงมาเพื่อเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้น (Spicy crispy shrimp with chilli-lime mayonnaise, avocado, grapefruit and sesame)  หากเลือกเป็นนิกิริซูชิหน้าเนื้อวากิวทอดกรอบ จะเสิร์ฟมาพร้อมกับมายองเนสเนยกระเทียมหรืออัลยอลีที่ใส่เห็ดทรัฟเฟิล  เสิร์ฟพร้อมซุปปลาแห้งและวาซาบิจากประเทศอังกฤษ (Crispy Wagyu beef nigari with truffle aioli, dashi and British wasabi)   ไฮไลท์ของห้องอาหารนี้อีกรายการที่ไม่ควรพลาดก็คือ ซูชิหน้าปูทาราบะที่ผ่านการลวกในซุปเนยมะนาว เสิร์ฟพร้อมไข่ปลาคาร์เวียออสซีตร้าสีทองและวาซาบิจากประเทศอังกฤษ (Kamchatka King Crab Nigiri poached in lime butter, British wasabi and golden Oscietra caviar)

ในส่วนสุดท้าย ของหวาน นับเป็นสิ่งที่เชฟโลร็องต์ได้รังสรรด้วยความหลงใหลส่วนตัวจนกลายมาเป็น ไอศกรีมกล้วยที่กินคู่กับช็อกโกแลตนมโรยถั่วกรอบโครค็องต์  (Milk Chocolate Peanut Croquant with banana ice cream) เครปชาฮิบิคัสแบบซูเฟล่โรยผลเบอร์รี่สีแดง (Red berry and Hibicus crepe soufflé)  และส้มแช่แข็งเสิร์ฟในน้ำเกรพฟรุตและเหล้าหวานคัมปารี (‘Frozen Orange’ with grapefruit and Campari)

และเนื่องจากเชฟ โลร็องต์ ได้เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่ของเขาชอบรับประทานผัก ตัวเชฟเองจึงมีแพชชั่นและเล็งเห็นข้อสำคัญของความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่เก็บเกี่ยวตามฤดูกาลที่เหมาะสม   จึงทำให้เขาใส่ใจในทุกขั้นตอนของการปรุงอาหารทุกจานเป็นพิเศษ ไม่เว้นแม้แต่ครัวซูชิที่เน้นเสิร์ฟปลาและอาหารทะเลประเภทอื่นๆ จากฝั่งอังกฤษมาโดยตลอด พร้อมเพิ่มรสชาตอาหารด้วยวาซาบิที่ปลูกจากอังกฤษ

ร้านได้รับการรังสรรค์แบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียนร่วมสมัยจากคุณปิแอโร่ ลิซโซนี่ (Piero Lissoni) นักออกแบบชื่อดัง ด้วยการทำโครงสร้างภายนอกใหม่ทั้งหมดรวมถึง ครัว เตาย่าง และซูชิบาร์ โดยออกแบบให้เปิดโล่งช่วยให้พื้นที่ในร้านเหมาะสำหรับการสังสรรค์ พร้อมกับรับประทานอาหารที่แสนปราณีตได้ทั้งวัน นอกจากนี้การออกแบบที่โปร่งโล่งสบายทั้งยังช่วยให้มีจำนวนที่นั่งเพิ่มมากขึ้น   และด้วยการจัดแสงและไฟของ ลิซโซนี่ ทำให้แขกที่เข้ามาไม่รู้สึกเป็นทางการจนเกินไปนักแต่ยังคงรับรู้ได้ถึงบรรยากาศของความมีระดับ

สำหรับความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในการเปิดห้องอาหารนี้ ทางซิกกี้บาร์ (Ziggy’s bar) ที่จะให้บริการที่ชั้นเดียวกัน ได้ตัดสินใจที่จะร่วมฉลองพร้อมกับระลึกถึงแขกคนสำคัญที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของโรงแรม คาเฟ่ รอยัล นั่นคือ เดวิด โบวี่ ผู้ซึ่งมีความสำคัญต่อ ซิกกี้บาร์เป็นอย่างมาก โดย   เดวิด โบวี่ ได้เคยจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้านซิกกี้ สตาร์ดัสต์ (Ziggy Stardust) ณ โรงแรม คาเฟ่ รอยัล ในช่วงทศวรรษ 1970-1979 โดยทางห้องอาหารของโรงแรมจะถูกตกแต่งเพื่อจัดแสดงภาพต่างๆของ เดวิด โบวี่ ที่ถ่ายไว้โดย มิก ร็อค (Mick Rock) ผู้เคยเป็นช่างภาพอย่างเป็นทางการของ เดวิด โบวี่ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนักร้องของเขา   โดยภาพบางส่วนจะแสดงเป็นภาพที่มีชื่อเสียงของ เดวิด โบวี่ ตามมาด้วยภาพในช่วงแรกของอาชีพและภาพที่หาดูได้ยาก   และทางซิกกี้บาร์เองก็จะเสิร์ฟเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเครื่องดื่มที่ เดวิด โบวี่ เคยชื่นชอบ รวมถึงจัดแสดงผลงานอันทรงคุณค่าทั้งเก่าและใหม่ให้ได้ชมกัน