ในขณะที่เราบ่นเรื่องเศรษฐกิจกับเพื่อน แต่พอจะกดจอง Fine Dining ซื้อของลิมิเต็ดเอดิชั่นหรือแวะดูบ้านเดี่ยวเซกเมนต์บนทีไร คิวกลับเต็มจนน่าแปลกใจ..
ถ้าลองมองผ่าน “THE LEADER’S LENS” งาน Exclusive Talk ที่ทำให้เราเห็นกลไกตลาดที่ต่างออกไป ในวันที่ภาพรวมชะลอตัว แต่บ้านเดี่ยว 10-30 ล้านบาท กลับเป็นจุดที่ “ไม่มีวันตาย”
คุณสุรเชษฐ์ กองชีพ (Cushman & Wakefield) พูดในฐานะคนถือ data จริง ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า
“แม้ในช่วงที่ยอดขายอสังหาฯ ลดลงในแทบทุกเซกเมนต์ แต่บ้านเดี่ยวระดับ 10-30 ล้านบาท กลับได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้ามองในแง่การขายต่อ มูลค่าขยับขึ้นค่อนข้างน่าสนใจ อย่างปีที่ผ่านมาแค่ปีเดียว ก็บวกขึ้นไปอย่างน้อยๆ 7% แล้ว” 💬

เมื่อเห็นภาพแล้วว่าตลาดนี้แข็งแกร่งแค่ไหน คำถามสำคัญคือ แล้วเราควรขยับตัวเมื่อไหร่ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด?
จังหวะที่ฉลาดที่สุดทำไมต้องเป็น “ตอนนี้”
คำตอบที่น่าสนใจกว่าโปรโมชัน คือ ช่วงนี้มีหลายเงื่อนไขมาบรรจบกันพอดี ทั้งมาตรการ LTV ที่ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้คนซื้อบ้านบริหารเงินก้อนแรกได้ดีขึ้น และราคาบ้านที่ยังสะท้อนต้นทุนเดิม ก่อนรอบต้นทุนวัสดุและค่าแรงชุดใหม่จะค่อยๆ ส่งผลกับตลาด
ลองคำนวณเป็นตัวเลขง่ายๆ สำหรับบ้านราคา 17-30 ล้านบาท ถ้าหมดช่วง LTV จะต้องวางเงินดาวน์ 10–20% นั่นหมายถึงคุณต้องเตรียมเงินสดก้อนใหญ่ตั้งแต่ 1.7 ล้านไปจนถึง 6 ล้านเลย แทนที่จะไปใช้กับการแต่งบ้านหรือหมุนในธุรกิจ
นอกจากเรื่องเงินก้อนใหญ่ก็ยังมีเรื่องของต้นทุน ราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นในรอบปีถัดไป การเลือกซื้อโครงการที่เปิดตัวช่วงนี้ ถือเป็นการล็อกราคาบนต้นทุนเก่า ก่อนการปรับฐานราคาใหม่ตามตลาด

คุณภัคพริ้ง การุณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบของแสนสิริ ได้ให้มุมมองถึงจังหวะเวลาที่น่าสนใจ ในตอนนี้ไว้ว่า 💬
“สถานการณ์ดอกเบี้ยต่ำในตอนนี้ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่แบ่งเบาภาระให้ลูกค้าได้มากค่ะ เพราะในอนาคตมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นตามกลไกตลาด รวมถึงต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้นในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งการที่เราบริหารจัดการต้นทุนได้ดีในตอนนี้ ทำให้ราคาขายวันนี้ยังไม่ขยับตาม แต่ก็ตอบไม่ได้ชัดเจนว่าจะคุมไปได้อีกกี่เดือน สิ่งที่ยืนยันได้คือ ราคาวันนี้ยังเป็นต้นทุนเดิม ส่วนมาตรการ LTV ที่มีการขยายเวลาต่อ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากอย่างแน่นอนค่ะ”

คุณสุรเชษฐ์ เสริมทิ้งท้ายไว้ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า 💬
“ที่จริงผมบอกเสมอครับว่าถ้าเราตั้งใจจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย จะซื้อตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าถามว่าจังหวะไหนน่าซื้อที่สุด ผมมองว่าเป็นตอนนี้ เพราะเป็นช่วงที่มาตรการรัฐก็เอื้อ และฝั่ง Developer เองก็พร้อมอ้าแขนรับด้วยข้อเสนอที่ออกมาช่วยซัพพอร์ตเราเยอะมากจริงๆ”
💡 อย่างที่แสนสิริ ตอนนี้ก็มีโปรแกรมช่วยผ่อนนานถึง 48 เดือน ซึ่งถ้าลองคำนวณดูจะเห็นว่ามันช่วยลดภาระและช่วยบริหารกระแสเงินสดในช่วง 4 ปีแรกไปได้เยอะมากทีเดียว แต่นอกจากจังหวะที่ลงตัวแล้ว อีกหนึ่งตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้คือความเชื่อใจในแบรนด์ที่เราเลือกจะฝากชีวิตเอาไว้ในระยะยาว
20 ปีเศรษฐสิริ & อินเนอร์ลูกบ้านตัวจริง
กว่า 20 ปี กับ 45 โครงการของเศรษฐสิริ นั้นถือเป็น background ที่บอกถึงความเก๋าในการดูแลลูกบ้านได้ดีระดับหนึ่ง แต่คำตอบที่ชัดกว่าสถิติ คืออินเนอร์จากคนใช้ชีวิตจริงอย่าง คุณแคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรข่าวชื่อดังที่วันนี้กลายเป็นลูกบ้านตัวจริงไปแล้ว

คุณแคน เล่าแบบอารมณ์ดีว่า 💬
“ผมเพิ่งมาเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งว่า คนที่ตัดสินใจซื้อบ้านตัวจริงคือ “ภรรยาผมครับ” (หัวเราะ) ด้วยความที่เขาเป็นคนละเอียดมาก เขาไม่ได้ดูแค่ความสวยของดีไซน์ แต่ดูจนถึงสเปกวัสดุที่ใช้จริง ตั้งแต่ราวจับ ขอบประตู ไปจนถึงซิงค์ล้างจาน… ซึ่งพอเอามาเทียบกันดูแล้ว เขารู้สึกว่าที่นี่ให้มาได้โอเคที่สุด”
จากความเชื่อมั่นตลอด 20 ปี ตอนนี้..ถึงเวลามาดูว่าคำตอบล่าสุดของเศรษฐสิริถูกถ่ายทอดออกมาเป็นพื้นที่จริงอย่างไรที่โครงการใหม่ล่าสุดนี้
เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ

เมื่อตลาดใช่ จังหวะได้ แสนสิริได้เปิดตัวแบรนด์ที่น่าเชื่อถืกว่า 20 ปี กลับมาอีกครั้ง ที่ โครงการ เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ ความโดดเด่นที่สัมผัสได้ทันที คือการนำเอา Berlin Architecture มาใช้เป็นครั้งแรกในย่านรามอินทรา ซึ่งให้ความรู้สึกเท่และมั่นคง ทุกหลังที่ดินเริ่มต้น 100 ตร.ว.
พื้นที่ส่วนกลางที่นี่จัดเต็มกว่า 10 ไร่ ไฮไลต์อยู่ที่ Clubhouse ริมน้ำและทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สร้างบรรยากาศสู่การพักผ่อน

คุณภัคพริ้ง เล่าต่อถึงเบื้องหลังการเลือกคาแรคเตอร์ให้โครงการใหม่ในโซนนี้ไว้ว่า 💬
“ที่นี่เป็นโครงการที่ 2 ในโซนนี้ค่ะ หลังจากโครงการแรกเป็นสไตล์ Art Deco ได้รับการตอบรับดีมากจนปิดการขายได้ในเวลาเพียง 2 ปีกว่า ส่วนโครงการใหม่นี้เราตั้งใจให้คาแรคเตอร์ชัดขึ้นในแบบ Young Successor เลยมาจบที่ Berlin Architecture ซึ่งใช้โทน Monochrome เทา-ดำ-ขาว เพื่อให้ภาพรวมดูนิ่งและทรงพลังสำหรับลูกบ้าน
งานดีไซน์สไตล์ Berlin นี้เคยเปิดตัวครั้งแรกที่ เศรษฐสิริ ราชพฤกษ์ – สาย 1 แล้วประสบความสำเร็จมาก แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยทำในไซส์ 500 ตารางเมตรมาก่อน ที่นี่จึงถือเป็นที่แรกที่มีพื้นที่ใช้สอยสเกลนี้ในดีไซน์แบบ Berlin ค่ะ”
คุณภัคพริ้ง เล่าต่อถึงจุดเด่นของโครงการ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ว่า โครงการนี้ตั้งใจออกแบบบ้านให้ตอบโจทย์ทั้งความเป็นส่วนตัว พื้นที่ใช้ชีวิตขนาดใหญ่ และการอยู่อาศัยระยะยาวของครอบครัว ตั้งแต่ที่ดินเริ่มต้น 100 ตร.ว. พร้อม Pocket Garden, Grand Living ที่เพิ่มความเป็นส่วนตัว, Foyer Double Volume, Master Bedroom ขนาดใหญ่ ไปจนถึงห้องนอนที่เชื่อมต่อสวนและธรรมชาติได้โดยตรง

นอกจากตัวบ้าน ยังมีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 10 ไร่ ทั้ง Clubhouse, Lake, Pet Park และ Backyard พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 รวมถึงทำเลจตุโชติที่เชื่อมต่อเมืองได้สะดวกขึ้น สะท้อนแนวคิดบ้านเดี่ยวระดับบนที่ไม่ได้มองเพียงความสวยของดีไซน์ ยังมองภาพรวมให้ครบไปถึงคุณภาพชีวิต ความเป็นส่วนตัว และความพร้อมสำหรับทุกช่วงวัยของครอบครัว
สำหรับใครที่เล็งโซนสวยที่สุด ตอนนี้ Phase แรกหมดไปที่เรียบร้อย ตอนนี้เปิด Phase 2 ต่อแล้ว ขอแนะนำให้รีบลงทะเบียนเข้าชมโครงการเลย
ราคาเริ่ม 18.99–30 ล้านบาท
ลงทะเบียนรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://siri.ly/nQIfnV5
iURBAN Note 💬: จังหวะนี้น่าสนใจตรงที่ LTV ยังเอื้อต่อ และราคาบ้านยังอยู่บนต้นทุนเดิม ใครกำลังวางแผนชีวิตระยะยาว อาจต้องเร่งกลับไปเช็กตัวเองให้ชัดว่าบ้านเดิมพอดีกับชีวิตในอนาคตแค่ไหน เพราะหากเตรียมตัวทันช่วงนี้จะค่อนข้างได้เปรียบกว่าปกติมาก

และเมื่อทั้งเรื่อง Demand, Capital Gain, Long-term Asset รวมถึงจังหวะของตลาดเริ่มชัดขึ้นในตอนนี้ คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ควรซื้อเลยไหม” คนซื้อต้องทำการบ้านเพิ่มแล้วว่าโครงการไหนที่สามารถรวมทุกองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ได้พร้อมกัน
ซึ่งหนึ่งในคำตอบที่แสนสิริกำลังใช้เป็นตัวแทนของแนวคิดนี้ในปี 2026 ก็คือ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวลักซ์ชัวรีสไตล์ Berlin Architecture ที่กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของโซนจตุโชติ
จากนี้เราจะพาไปชมโครงการนี้ในเชิงอยู่อาศัยด้วยกัน
ทำเลจตุโชติของ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”
ไม่ได้อยู่ชานเมืองแบบเริ่มต้นจากศูนย์ ตรงนี้เป็นส่วนต่อขยายของโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ในโซนรามอินทรา-ปัญญาอินทรา ที่เริ่มเติบโตมาก่อนหลาย 10 ปี

ถ้ามองย้อนกลับไป ปัญญาอินทราเป็นหนึ่งในโซนบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่มาก่อนกาลของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ที่รายล้อมด้วยสนามกอล์ฟ โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และศูนย์การค้า จนค่อยๆ กลายเป็นย่านอยู่อาศัยคุณภาพที่มีความพร้อมในชีวิตประจำวันมากกว่าภาพจำของบ้านชานเมืองทั่วไป
จตุโชติจึงได้ข้อดีจากทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือความโปร่ง สงบ และพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ยังเหมาะกับบ้านเดี่ยวระดับบน อีกด้านคือการเชื่อมต่อเมืองที่สะดวกขึ้น โดยเฉพาะการอยู่ใกล้ทางพิเศษฉลองรัชเพียง 2.4 กม. ทำให้การเดินทางเข้าโซนรามอินทรา ลาดพร้าว และพหลโยธิน อาจรวดเร็วกว่าหลายโครงการที่อยู่ใกล้กว่าด้วยซ้ำไป
ทำเลนี้เลยเหมือนเป็นการสืบทอดบริบทของย่านที่โตมาก่อนแล้ว ทั้งในแง่ไลฟ์สไตล์ สิ่งอำนวยความสะดวก และสังคมที่อยู่อาศัย แต่อยู่ในพื้นที่ที่ดีต่อการพักผ่อนมากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมจตุโชติถึงเริ่มถูกมองเป็นหนึ่งในหมุดหมายใหม่ของบ้านเดี่ยวระดับบนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ

ที่หน้าโครงการจะมีวงเวียนเชื่อมกันกับ เศรษฐสิริอีกหนึ่งโครงการที่มาก่อน เป็นสไตล์ Art Deco และปิดการขายอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปี ส่วน เศรษฐสิริ เกรท จะมาในสไตล์ Berlin
เราแอบเห็นการใส่ดีเทลเล็กๆ มากกว่าแค่การเติมคำว่า “Great” ลงไป เช่น ชั้นของน้ำพุป้ายโครงการ มีมากกว่าประมาณ 2 ขั้น นี่เป็นความแนบเนียนของแสนสิริในการออกแบบที่แฝงความหมายที่สื่อถึงความหรูอีกระดับของโครงการใหม่ โดยไม่รบกวนบริบทของโครงการเดิมให้ถดถอยลง

ความหรูของบ้านเดี่ยวระดับบน เริ่มตั้งแต่ถนนเส้นแรกที่เราขับเข้ามา เพราะถนนคือ facility ที่ลูกบ้านได้ใช้ทุกวัน ที่ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ถนนหลักถูกออกแบบให้กว้าง โปร่ง พร้อมแนวต้นไม้เป็น Green Buffer ขั้นกลางระหว่างเลน ช่วยให้บรรยากาศการกลับบ้านรู้สึกสงบ ร่มรื่น และผ่อนคลายขึ้นตั้งแต่หน้าโครงการ
แบบบ้าน Schinkel (ชิงเคิล) ใหญ่ที่สุดในโครงการ ให้พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 500 ไปถึง 504 ตร.ม.

ออกแบบให้พื้นที่ส่วนรวมให้มีความสำคัญพอๆ กับพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว ผ่าน Foyer แบบ Double Volume ที่ช่วยสร้างความโปร่งตั้งแต่ก้าวแรกของบ้าน ไปจนถึง Grand Living ขนาดใหญ่ที่รองรับทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและต้อนรับแขกได้ในพื้นที่เดียวกัน
ภายในประกอบด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน พร้อมที่จอดรถ 4 คัน และห้องแม่บ้าน โดยตัวบ้านยังได้จุดเด่นเรื่องหน้ากว้างและพื้นที่รอบบ้านที่ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบ โปร่ง และเหมาะกับการอยู่อาศัยระยะยาวของครอบครัวขนาดใหญ่
แบบบ้าน Neufert (น็อยเฟิร์ท)
บ้านเดี่ยวพื้นที่ใช้สอย 431 ตร.ม. ที่ออกแบบให้การเชื่อมต่อของพื้นที่ภายในบ้านลื่นไหลมากขึ้น ผ่าน Foyer แบบ Double Volume ที่ช่วยสร้างมิติความโปร่งตั้งแต่ทางเข้า ก่อนต่อเนื่องเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางและมุมพักผ่อนต่างๆ ของบ้านอย่างลงตัว
ภายในประกอบด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน ที่จอดรถ 4 คัน พร้อมห้องแม่บ้าน เหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่รวมสำหรับใช้เวลาร่วมกันในบ้านหลังเดียว

แบบบ้าน Gropius (โกรพีอุส)
บ้านเดี่ยวพื้นที่ใช้สอย 323 ตร.ม. ที่ยังคงให้สัดส่วนพื้นที่ขนาดใหญ่ในบรรยากาศโปร่งสบาย ผ่านการออกแบบ Double Volume ที่ช่วยเปิดมุมมองและเพิ่มความรู้สึกโล่งให้กับพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน
มาพร้อม 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน ที่จอดรถ 3 คัน และห้องแม่บ้าน เหมาะกับครอบครัวที่มองหาบ้านเดี่ยวระดับบนในสเกลที่กำลังลงตัวสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว
ในโครงการนี้ยังมีอีก 1 แบบบ้าน คือ Behrens (แบห์แรนส์) รวมมีทั้งหมด 4 แบบบ้าน
โถงต้อนรับแบบ Double Volume ถือเป็นหนึ่งใน signature สำคัญของ “เศรษฐสิริ”

ถูกใส่มาในทุกแบบบ้าน เพื่อสร้างความรู้สึกโปร่งตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาภายในบ้าน ความสูงของพื้นที่ช่วยให้แสงธรรมชาติไหลเข้ามาได้เต็มขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบ หายใจได้ และให้ sense ของบ้านเดี่ยวสเกลใหญ่ชัดเจนขึ้นในชีวิตจริง
อีกจุดที่น่าสนใจคือรายละเอียดของเส้นสายที่เลือกใช้โทน Monochrome เรียบ เท่ และคุม mood ให้สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ Berlin Architecture ตั้งแต่พื้น ราวบันได ไปจนถึงสัดส่วนของพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดต่อเนื่องกันอย่างเป็นธรรมชาติ รายละเอียดแบบนี้อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเลขของสเปกบ้านโดยตรง แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้บ้านหลังหนึ่งให้ความรู้สึกพรีเมียมได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มใช้งานพื้นที่อื่น

พื้นที่ส่วนกลางของบ้านหลังใหญ่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันแบบ Open Flow ตั้งแต่ Dining Area ไปจนถึงมุมนั่งเล่น ทำให้เป็นบ้านสเกลใหญ่ที่โปร่งโล่งมากๆ พื้นที่ข้างบ้านที่เผื่อระยะไว้ค่อนข้างใหญ่ รองรับการต่อเติมสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ในอนาคต สำหรับครอบครัวที่อยากขยับบ้านให้กลายเป็น private retreat มากขึ้นในระยะยาว

อีกจุดที่หลายบ้านระดับบนเริ่มให้ความสำคัญ คือ ความสบายของพื้นที่ที่ต้องใช้งานทุกวัน อย่าง Dining และ Living Area ที่ถูกเชื่อมต่อไว้ใน space เดียวกัน ทำให้บ้านดูโปร่ง รับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น และช่วยให้บรรยากาศการใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านรู้สึกผ่อนคลาย มากกว่า layout แบบแยกห้องชัดเจนเหมือนบ้านยุคก่อน

ข้อดีของบ้านหลังใหญ่ คือการได้ Open Space ที่มีระยะหายใจจริงๆ ทั้ง Dining Area, Pantry และ Living Space ถูกเชื่อมไว้ในพื้นที่เดียวกันแบบต่อเนื่อง ทำให้บ้านดูโปร่งตั้งแต่แรกเห็น และยังรองรับการใช้ชีวิตหลายรูปแบบพร้อมกันได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด

Living Area ของบ้านถูกวางสัดส่วนไว้ค่อนข้างลงตัว ทั้งระยะนั่งเล่น แสงธรรมชาติ และความโปร่งของพื้นที่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายและใช้งานได้จริงในทุกวัน โดยยังคง mood ของบ้านระดับบนที่ดูเรียบ สงบ และสบายตาไปพร้อมกัน

อีกจุดที่สะท้อนความเป็นบ้านสเกลใหญ่ คือโถงชั้นบนที่ให้พื้นที่ค่อนข้างกว้าง พร้อม Upper Living Area สำหรับใช้เป็นมุมนั่งเล่นของครอบครัว พื้นที่อ่านหนังสือ หรือมุมพักผ่อนกึ่ง private ที่แยกออกจากส่วนรับแขกด้านล่าง ทำให้บ้านมี layer ของการใช้งานที่ยืดหยุ่นขึ้น

Bedroom ของบ้านถูกออกแบบให้มีระยะห่าง ทั้งพื้นที่รอบเตียง มุมนั่งพัก และช่องแสงขนาดใหญ่ที่ช่วยดึงธรรมชาติเข้ามาในห้อง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายและเหมาะกับการใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน หรือแม้แต่เวลาที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ออกแบบห้องน้ำให้มีความรู้สึกใกล้เคียงกับ private spa มากขึ้น ทั้งการเลือกใช้ลายหินโทนสว่าง ช่องแสงธรรมชาติขนาดใหญ่ และการแยกพื้นที่เปียก-แห้งอย่างชัดเจน ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่ง สะอาด และผ่อนคลายสำหรับการใช้งานในทุกวัน

ทุกห้องมีขนาดใหญ่ สามารถปรับบทบาทของพื้นที่ได้มากกว่าแค่ห้องนอน อย่างห้องนี้ที่ถูกจัดเป็นกึ่ง Private Lounge / Working Corner ใช้สำหรับพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำงานเบาๆ ภายในห้องเดียวกันได้เลย ช่วยให้การใช้ชีวิตในบ้านมี flexibility มากขึ้น

อีก insight ที่เริ่มเห็นชัดในบ้านเดี่ยวระดับบนยุคนี้ คือหลายครอบครัวไม่ได้ออกแบบพื้นที่เผื่อแค่ลูก แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสมาชิกสำคัญของบ้านไปแล้วด้วย
ห้องนอนหลายมุมจึงเริ่มมีสัดส่วนที่ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งพื้นที่ปลายเตียง มุมนั่งเล่น และช่องแสงที่ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมาะกับวิถีแบบ pet family ที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกันในบ้านมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นบ้านไซส์ไหน เสน่ห์แบบ “เศรษฐสิริ” ก็ยังถูกส่งผ่านมาชัดเจน ตั้งแต่ Foyer แบบ Double Volume, ช่องเปิดที่พร้อมรับ Chandelier ไปจนถึงการใช้ material และสัดส่วนของโถงที่ช่วยสร้างความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าบ้าน

มาต่อกันที่พื้นที่สวนหลัง Clubhouse ตรงนี้ถูกออกแบบให้เป็น park ขนาดใหญ่ที่รองรับได้หลายครอบครัว มีสนามหญ้าตรงกลางที่เปิดมุมมองกว้าง พร้อมสนามย่อยและมุมพักผ่อนแทรกอยู่รอบๆ ทำให้พื้นที่นี้เป็นส่วนกลางที่ทั้งหรูหรางดงามและลูกบ้านก็ยังมาใช้ชีวิตได้จริง
รายละเอียดของ landscape กับสัดส่วนที่สมมาตรยังให้ความรู้สึกหรูและเป็นระเบียบ ตั้งแต่แนวทางเดิน ซุ้มสวน ต้นไม้ใหญ่ ไปจนถึงการจัดจังหวะพื้นที่สีเขียวที่ช่วยให้ Clubhouse ดูสงบและมีบรรยากาศแบบ private garden มากขึ้น

เสน่ห์ของ Clubhouse แห่งนี้ คือการวางมุมมองแบบ symmetry ที่เปิดออกไปสู่สวนกลางขนาดใหญ่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบและมีความรู้สึกแบบ private residence มากกว่าส่วนกลางของหมู่บ้านทั่วไป ยิ่งช่วงแสงเย็น รายละเอียดของ architecture, chandelier และ landscape จะยิ่งช่วยสร้าง mood ที่ให้ความรู้สึกคล้าย boutique estate ขนาดย่อม

Layout ของโครงการถูกจัดวางให้ Clubhouse, สวนกลาง และแนวทะเลสาบ กลายเป็นแกนกลางของบรรยากาศทั้งหมด ช่วยสร้างทั้งมุมมองที่โปร่งขึ้น และระยะถอยของบ้านแต่ละหลังให้ดู private มากขึ้นไปพร้อมกัน

Clubhouse ที่ใช้จัดงานทอล์ควันนี้ มี interior design ที่ให้ mood แบบ luxury residence มากกว่าพื้นที่ส่วนกลางทั่วไป ทั้งสัดส่วนของ Double Volume, งาน chandelier ขนาดใหญ่ สเปซระยะห่างระหว่าง seats และการเลือกใช้ material ที่ช่วยสร้างความรู้สึกโปร่ง สงบ และมีความเป็น private lounge มากขึ้น
ยิ่งในช่วงแสงธรรมชาติตอนเย็น พื้นที่นี้จะให้บรรยากาศคล้ายโรงแรมบูทีคขนาดย่อม ที่ถูกออกแบบไว้สำหรับการนั่งพัก พูดคุย หรือใช้เวลาแบบสบายๆ ภายในโครงการ

Fitness รับแสงธรรมชาติรอบด้านที่ให้บรรยากาศการออกกำลังกายดูผ่อนคลายมากกว่า fitness ที่ปิดทึบทั่วไป มีทั้งโซน cardio, weight training และมุม functional training ที่เว้นพื้นกว้างๆ ไว้รองรับได้กิจกรรมที่หลากหลาย

สุดท้าย “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการบ้านหลังใหญ่ที่มี Clubhouse หรูหราเท่านั้น โครงการนี้ยังพยายามสร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ทำให้ชีวิตประจำวันของลูกบ้านรู้สึกช้าลง สงบขึ้น และมีระยะของความเป็นส่วนตัว เมื่อกลับเข้าบ้านก็จะได้พักจากความเร็วของเมืองที่หลายคนเจออยู่ทุกวัน
ในวันที่บ้านระดับบนถูกมองเป็นทั้งพื้นที่ใช้ชีวิตระยะยาว และสินทรัพย์ที่คนเลือกละเอียดขึ้น ทำเลที่เชื่อมเมืองได้ง่าย แต่ยังรักษาความ private ของการอยู่อาศัยไว้ได้ อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ “โซนจตุโชติ” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในตลาดบ้านเดี่ยวระดับ Luxury ของกรุงเทพฯ
ราคาเริ่ม 18.99–30 ล้านบาท
ลงทะเบียนรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


