THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ คฤหาสน์ติดถนนบรมฯ ใกล้ทางคู่ขนานลอยฟ้าเพียง 200 เมตร ที่สุดของทำเลและการออกแบบ 1 ใน THE MAJESTIC COLLECTION จาก AP
โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultra Luxury ที่มาพร้อมแบบบ้านซีรีส์ใหม่ล่าสุด ที่ลงรายละเอียดกับทุกๆ พื้นที่การใช้ชีวิต
- ผลงานระดับ Masterpiece พื้นที่ใช้สอย 885 ตร.ม. บนที่ดินกว่า 200 ตร.วา* ออกแบบมาเพื่อครอบครัวใหญ่ หลากหลายเจนเนอเรชั่น ที่ต้องการทั้งพื้นที่ใช้จริง และ เข้าใจการใช้งานในทุกช่วงชีวิต
- ทุกจังหวะของบ้านสะท้อนแนวคิด Majestic Fusion of Beaux-Arts & Biophilic Design การผสมผสานความประณีตแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิกเข้ากับธรรมชาติ เพื่อสร้างพื้นที่ที่อยู่สบายในทุกมิติ ทั้งการใช้งานจริง ความงาม และความสงบ
- เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตในทุกวัน โครงการยังมาพร้อม The Palace of Winter คลับเฮาส์ขนาดใหญ่ พร้อมฟังก์ชันระดับโรงแรม ทั้ง Double Grand Lobby, Private Lounge, Fitness, Grand Ballroom และ Garden ที่ให้ทุกคนในบ้านมีมุมพักผ่อนของตัวเอง
- บนทำเลติดถนนใหญ่ฝั่งขาเข้าเมือง เพียง 200 เมตร จากจุดขึ้นทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วในทุกวัน พร้อมแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโรงเรียนอินเตอร์ฯ โรงพยาบาล และคอมมูนิตี้คุณภาพ
โครงการเปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้
โอกาสพิเศษสำหรับเพียง 45 ครอบครัว

THE PALAZZO เป็นชื่อแบรนด์ของโครงการระดับ Flagship ของ AP แต่ละครั้งที่ชื่อนี้ออกมา จะต้องเริ่มจากการได้สุดยอดทำเลที่ดีที่สุด ผสานการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ที่ใช้เวลาการวางแผนการทำงาน ทำให้เราจะไม่ได้เห็นชื่อแบรนด์นี้ออกมาบ่อยนัก ไม่ได้มาให้เห็นกันทุกปี และในแต่ละครั้งที่ออกมาก็มักจะเป็น remarkable ของวงการอสังหาและที่อยู่อาศัยทุกครั้งไป

Clubhouse ของ The Palazzo ปิ่นเกล้า-บรมฯ ได้แรงบันดาลใจจาก Palace of Versailles และ Winter Palace โดยออกแบบให้เป็นอาคารหลักที่โอบล้อม Grand Plaza ไว้ตรงกลาง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุโรปในยุค Beaux-Arts
พื้นที่ใช้สอยกว่า 1,500 ตร.ม.* ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งใน Clubhouse ที่ขนาดใหญ่มากๆ แต่ยังคงบาลานซ์ความสง่างามกับความกลมกลืนในระดับที่ไม่บดบังตัวบ้าน แม้จะ overscale ในมุมของสถาปัตยกรรม แต่ก็คิดมาเพื่อให้ “อยู่จริง ใช้จริง” โดยที่ค่าส่วนกลางยังคงอยู่ที่เพียง 36 บาทต่อตารางวาเท่านั้น

THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ คือการผสมผสาน สถาปัตยกรรม Beaux-Arts สุดประณีตเข้ากับ Biophilic Design ที่เชื่อมโยงธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ทุกดีเทลถูกออกแบบให้ “หรูแบบใช้ได้จริง” ก่อนจะเข้าไปชมบ้าน เราจะพาคุณรู้จักโครงการนี้ที่ภาพกว้างกันก่อน
THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ เป็นโครงการคฤหาสน์เดี่ยว (บ้านเดี่ยว) ระดับ Ultra Luxury สำหรับครอบครัวที่ต้องการมากกว่าแค่พื้นที่ แต่ต้องการพื้นที่ที่เข้าใจทุกจังหวะของชีวิต

ทุกหลังมีพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นตั้งแต่ 520-885 ตร.ม. และแบบบ้าน TYPE ใหญ่สุด ได้ที่ดินส่วนใหญ่มากกว่า 200 ตร.วา ออกแบบด้วยแนวคิด Symphony of Sophistication and Craftsmanship ที่ผสานความปราณีตของสถาปัตยกรรม Beaux-Arts กับความสงบแบบ Biophilic อย่างสมดุล
นอกจากตัวบ้าน ยังมีคลับเฮาส์ขนาดใหญ่ ที่มอบไลฟ์สไตล์ในระดับโรงแรม ทั้งฟิตเนส ที่ใช้แบรนด์ระดับ Hi-End อย่าง Technogym, สระว่ายน้ำ ขนาด Half – Olympic พื้นที่พักผ่อน แม้แต่มีห้องบอลรูมสำหรับจัดงาน Private Event ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาออกจากโครงการ
ตั้งอยู่บนฝั่ง ขาเข้าเมือง ของถนนบรมราชชนนี ใกล้ทางขึ้นทางด่วนคู่ขนานลอยฟ้าเพียง 200 เมตร และลัดสู่ใจกลางเมืองผ่านถนนประจิมรัถยาได้อย่างต่อเนื่อง รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมทั้ง Design Village, Gourmet Market และโรงเรียนนานาชาติ
นี่คือ Masterpiece ที่ AP สร้างขึ้นเพื่อครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ และกำลังมองหาบ้านหลังสุดท้ายที่ครบจบในทุกมิติ
โครงการแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ต้องใช้ “เวลา” พอๆ กับ “ความเข้าใจ”

THE PALAZZO คือแบรนด์ระดับสูงสุดของ AP มาตั้งแต่ปี 2011 แต่ทุกครั้งที่เปิดตัว ไม่เคยทำซ้ำ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะกลุ่มครอบครัวที่เลือกอยู่ในโครงการแบบนี้ ต่างมี “นิยามของคำว่าบ้าน” ที่ไม่เหมือนใคร
THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ ในปี 2025 ไม่ใช่แค่การกลับมาของแบรนด์ แต่นี่คือก้าวใหม่ในระดับ Ultra Luxury ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ของ THE PALAZZO ทั้งด้านพื้นที่ รายละเอียด และความตั้งใจออกแบบชีวิตครอบครัวให้ลงตัวในทุกแง่มุม ตั้งแต่ขนาดบ้านไปจนถึงบริบทของการใช้ชีวิตในทุกวัน
เข้าใจความสำคัญของ “เวลาและครอบครัว”

THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ ตั้งอยู่บนฝั่ง “ขาเข้า” เมืองของถนนบรมราชชนนี ฝั่งที่มูลค่าที่ดินเติบโตเร็วกว่า และสำคัญกว่านั้น คือฝั่งที่เข้าเมืองได้ง่ายกว่าจริงในชีวิตประจำวัน
โครงการอยู่ห่างจากจุดขึ้นคู่ขนานลอยฟ้าเพียง 200 เมตร ซึ่งไปเชื่อมต่อ “ถนนประจิมรัถยา” ที่ทำให้ไปกรุงเทพโซนต่างๆ หรือเข้าถึง CBD ได้แบบลอยฟ้าต่อเนื่อง ไม่ต้องลงถนนด้านล่าง
และยังเชื่อมกับถนนหลักอื่นทั้งปิ่นเกล้า ราชพฤกษ์ กาญจนาฯ พุทธมณฑล สะดวกทั้งเข้า-ออกเมืองในทุกทิศทาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้านตั้งแต่โรงพยาบาลชั้นนำ โรงเรียนนานาชาติ และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมอย่าง Gourmet Supermarket

Main Gate ของ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ สะท้อนถึงกลิ่นอายความความสิคในยุค Beaux-Arts ที่ถ่ายทอดความสง่างามผ่านสัดส่วนที่สมมาตร แต่มีการ Repeat ซ้ำๆกันจากดีเทลของงานสถาปัตยกรรม และโทนสีขาวอ่อนสงบ
การวางผังแบบ Grand Axis และ Façade ที่ออกแบบอย่างละเอียด ทำให้จุดต้อนรับนี้ไม่ใช่แค่ทางเข้า แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างความรู้สึกมั่นคง มีระดับ และเป็นส่วนตัวตั้งแต่นาทีแรกที่กลับถึงบ้าน — พร้อมระบบ Double Gate ที่แยกสัดส่วนชัดเจน เพื่อความปลอดภัยที่กลมกลืนกับความงามของสถาปัตยกรรม

ซุ้มทางเข้าของ Clubhouse ใช้สัดส่วนตามสถาปัตยกรรมในยุค Beaux-Arts ด้วยตัวอาคารที่มีความ Over scale ประกอบกับ หลังคาสไตล์ฝรั่งเศส ที่มีความชัน หรือ เรียกว่า Mansard Roof พร้อมโถงประตูทรงโค้งขนาดใหญ่ที่นำสายตาเข้าสู่ ห้อง The Twin Chamber ด้านใน รายละเอียดเล็กๆ อย่างคิ้ว บัว และจังหวะหน้าต่าง ล้วนถูกวางอย่างสมมาตร ไม่ใช่เพื่อความประณีตอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างจังหวะสายตาที่สงบ มั่นคง และสะท้อนฐานะได้โดยไม่ต้องอธิบาย

ลวดลายบนพื้นหน้า Clubhouse ไม่ได้ออกแบบมาแค่โชว์ แต่ใช้เพื่อเปลี่ยนจังหวะความรู้สึกก่อนเข้าสู่พื้นที่ภายใน พื้นหินที่วาง pattern อย่างประณีต ขนานไปกับแนวของน้ำพุ ซึ่งกลายเป็น soft buffer ที่ทำให้ปรับอารมณ์ให้สงบ ทิ้งเรื่องวุ่นวายไว้ข้างนอกก่อนเข้าบ้าน
จากมุมนี้ยังเห็นระบบ Double Gate ที่ถูกออกแบบมาเผื่อรองรับโอกาสสำคัญ เช่นการจัดงานเลี้ยงใน Clubhouse โดยไม่ปล่อยให้รถของแขกนอกโครงการเข้าไปรบกวนพื้นที่พักอาศัยภายใน ช่วยคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง

ห้อง The Twin Chamber ได้แรงบันดาลใจจาก Jupiter Hall ห้องจัดแสดงประติมากรรมในโถงสูงของพระราชวัง
พื้นที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งบนสเปซแบบ Double Volume สูงกว่า 9 เมตร ที่ให้ความรู้สึกโอ่อ่าผสานแสง ธรรมชาติจากหน้าต่างโค้งช่วยให้บรรยากาศเปิดและสงบนิ่ง ลวดลายพื้นใช้ Pattern พิเศษที่ออกแบบเฉพาะ สะท้อนความประณีต และกลายเป็นอีกหนึ่งจุดต้อนรับแขกที่มาเยือนอย่างสง่างาม

Grand Ballroom ภายใน Clubhouse ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พิเศษที่ลูกบ้านสามารถจองเพื่อจัดงานเลี้ยงหรือโอกาสสำคัญได้จริง การตกแต่งภายในใช้โทนสีขาวตามแบบ The White Hall ใน Winter Palace เสริมด้วยคิ้ว บัว และฝ้าซ้อนชั้นที่สร้างจังหวะของความหรูหราแบบสุขุม

พื้นที่ Grand Parlour & Bar ถูกจัดอยู่ในส่วนต่อเนื่องจาก Grand Ballroom เพื่อให้รองรับการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้นหลังจบงานหลัก

มุมบาร์ถูกออกแบบให้เหมือน private lounge มากกว่าส่วนกลาง มีที่นั่งกระชับ ไม่แออัด และวางแสงธรรมชาติให้บรรยากาศดูโปร่งโดยยังคงความเป็นส่วนตัว
ถัดเข้าไปคือ Pool Room ที่ตกแต่งในโทนอบอุ่น เชื่อมต่อกับบาร์แบบไร้รอยต่อ เป็นอีกพื้นที่ที่ใช้จริงได้ในวันพักผ่อน หรือคืนที่อยากชวนเพื่อนใกล้ชิดมานั่งเล่นโดยไม่ต้องออกจากโครงการ

โถงบันไดและทางเดิน ถูกออกแบบด้วยสัดส่วนที่ใหญ่กว่ามาตรฐานอย่างชัดเจน ทั้งการออกแบบผนัง ฝ้า แชนเดอเลีย และราวเหล็กดัดลวดลายพิเศษ ล้วนถูกวางอย่างแม่นยำในจังหวะที่พอดี ทำให้พื้นที่ธรรมดาๆ ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดที่สง่างามที่สุดของ Clubhouse แห่งนี้

ห้องฟิตเนสออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริง พื้นที่กว้าง โปร่ง ใช้แสงธรรมชาติเต็มที่ พร้อมแยกห้องโยคะไว้ต่างหากอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อให้ใช้งานได้จริงในทุกช่วงเวลา พร้อมรับ Personal Trainer

The Royal Sky Lounge เป็นพื้นที่สงบที่สุดใน Clubhouse ตั้งอยู่ปลายทางเดินชั้นบนทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังเปิดมุมมองด้านบน Main Gate ให้เห็นคนเข้าออกโครงการ ภายในถูกจัดให้เป็น Co-working & Library ที่ออกแบบมาเพื่อช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิ

Theater Room ถูกจัดไว้ในจุดที่สงบที่สุดของ Clubhouse พร้อมระบบเสียงและแสงที่เหมาะกับการดูหนังแบบส่วนตัว หรือใช้เป็นมุมกิจกรรมสำหรับครอบครัวและกลุ่มเล็ก ๆ โดยไม่รบกวนส่วนอื่น

The Signature Club อาคารรองแยกออกจาก Clubhouse หลัก ใช้เป็นโซนรับแขกที่วางตำแหน่งไว้ด้านหน้า เพื่อคงความเป็นส่วนตัวให้ลูกบ้านด้านใน
แรงบันดาลใจมาจาก The Peacock Clock Room ในพระราชวัง Winter Palace ตีความผ่านงานออกแบบที่ผสมผสานซุ้มโค้ง เสาโครินเธียน และลวดลายกระเบื้องที่เล่าเรื่องราวอย่างมีจังหวะ พื้นที่นี้จึงไม่ได้แค่สวย แต่ยังทำหน้าที่เป็น transition ที่สร้าง impression ก่อนเข้าสู่โลกของ THE PALAZZO อย่างเต็มตัว

พื้นที่พักผ่อนภายใน The Signature Club ถูกจัดวางแบบ Symmetrical เพื่อสร้างจังหวะที่นิ่งและชัดเจน
เฟอร์นิเจอร์เลือกใช้เฉด Champagne Gold แซมเข้ากับโทนไม้ธรรมชาติ ช่วยให้ภาพรวมดูสงบ แต่ยังมีประกายความหรูซ่อนอยู่ ทุกดีเทลของผนัง ฝ้า และสัดส่วนของช่องแสง ล้วนออกแบบมาเพื่อให้การนั่งสนทนาในห้องนี้มีคุณค่าในตัวเอง

พื้นที่ด้านหลัง Clubhouse ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างสระว่ายน้ำแบบ Half Olympic, Harmonia Garden และสนามเด็กเล่น ทุกส่วนวางในแนวแกนหลักของอาคาร ช่วยให้พื้นที่ภายนอกยังคงจังหวะของความโอ่อ่าแบบ Beaux-Arts แต่แทรกด้วยความผ่อนคลายจากธรรมชาติ เป็นพื้นที่สร้างความสดชื่นให้กับคนได้ทุกเจนเนอเรชั่น

สระว่ายแบบ Half Olympic ขนานไปกับแนวอาคาร Clubhouse สร้างแนวสายตาจากภายใน Lobby ทะลุออกสู่สวนด้านหลัง และเป็นส่วนตัวเมื่อใช้งาน ถึงไม่ได้ลงน้ำ ก็มีพื้นที่นั่งพักริมสระอยู่หลายจุด ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้เป็น “มิติของความสงบ” ที่กลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมหลัก

สนามหญ้าขนาดใหญ่ด้านหลัง Clubhouse ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ทำหน้าที่เป็น transition zone ระหว่างความโอ่อ่าของตัวอาคารกับความผ่อนคลายที่ควรเกิดขึ้นในบ้าน
สวนถูกออกแบบด้วยเส้นสายแบบ formal เพื่อให้ยังคงจังหวะเดียวกับงานสถาปัตยกรรมหลัก และมีพื้นที่ playground เล็กๆ ซ่อนอยู่ในแนวแกนของ facade อย่างไม่ขัดตา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเข้าใจการใช้ชีวิตของครอบครัวใหญ่

พื้นที่นี้คือ The Garden Pavilion โครงสร้างศาลาทรงกลมในสวนสไตล์ Formal European Garden ที่ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นจุดนั่งพักผ่อน แต่ยังทำหน้าที่เป็น “จุดเชื่อมอารมณ์” ในสวนทั้งหมดได้อย่างกลมกลืน

บ้านตัวอย่างแบบ Velincia เป็นแบบบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโครงการ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า–บรมฯ ด้วยพื้นที่ใช้สอย 885 ตร.ม. สำหรับแบบบ้านไซซ์ใหญ่ ตั้งบนที่ดินกว่า 200 ตร.วา หรือกว่าครึ่งไร่* เลย
การออกแบบเน้นแนวคิด “Majestic Fusion of Beaux-Arts & Biophilic Principles” ที่ผสานความสง่างามแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิกเข้ากับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน โดยไม่ใช่แค่ facade ที่ดูยิ่งใหญ่ แต่ในทุกฟังก์ชันภายในยังสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อรองรับครอบครัวใหญ่ได้อย่างแท้จริง
ที่สุดกับการรองรับด้วยที่จอดรถ “ในร่ม” มาเต็มที่ถึง 8 จอด พร้อมสวนหย่อมสไตล์ Courtyard ที่หน้าบ้าน จำนวนห้องที่จัดให้ครบครัน ไปจนถึงการวางโครงสร้างที่มีจังหวะของการใช้ชีวิต ทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ กลายเป็นบ้านที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อแค่อยู่อาศัยแต่เพื่อ ‘ได้ใช้ชีวิต’ อย่างมีคุณภาพทุกเจเนอเรชัน

ดีเทลหน้าบ้านของ Velincia ไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่ในสเกล แต่ยังสะท้อนความพิถีพิถันแบบ Beaux-Arts ที่แปลความใหม่อย่างร่วมสมัย ตั้งแต่ซุ้มโค้งซ้อนกันหลายชั้น ไปจนถึงระเบียงเหล็กดัดลวดลายเฉพาะ และผิวพื้นสีเขียว Olive Green ที่ออกแบบมาให้โดดเด่นอย่างสงบ ไม่ฉูดฉาด
ทุกส่วนถูกออกแบบในเชิง “สมมาตร” เพื่อให้รู้สึกมั่นคงและสง่างามตั้งแต่แรกเห็น ต้อนรับด้วยทางเดินลายหินที่ไม่ได้แค่พาเข้าบ้าน แต่เข้าสู่พื้นที่แห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย

เปิดประตูเข้ามา คุณจะพบกับ Foyer ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ต้อนรับ” แต่กำหนดโทนของทั้งบ้านตั้งแต่ก้าวแรก
พื้นลาย checkerboard ขาวดำเล่นกับแสงธรรมชาติอย่างมีจังหวะ เสาหินโรมันที่ขัดเงาอยู่สองข้างสะท้อนถึงรสนิยมแบบคลาสสิก และเพดานโค้งที่ออกแบบเหมือนห้องโถงของคฤหาสน์ในยุโรป ช่วยให้แสงและเงาเคลื่อนไหวไปตามช่วงเวลา

Grand Living Court คือพื้นที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของบ้าน ไม่ใช่เพื่อโชว์ เพราะห้องรับแขกสำหรับแขกภายนอกถูกแยกไว้อีกฝั่งของบ้านแล้ว
ที่นี่คือพื้นที่ใช้ชีวิตของคนในครอบครัวอย่างแท้จริง เชื่อมต่อ Living, Dining, Pantry และโถงบันไดไว้ภายใต้ Double Volume ขนาดใหญ่ เปิดรับแสงธรรมชาติจาก Courtyard และ Backyard สองด้าน ทำให้ทั้งความสว่างและธรรมชาติไหลเวียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด Biophilic Design ที่ไม่ได้เน้นแค่ความเขียว แต่คือการออกแบบที่ให้ “ธรรมชาติ” กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของบ้านที่มีชีวิตจริงๆ

เปิดรับแสงธรรมชาติทุกทิศทาง ทำให้ลวดลายพื้นกระเบื้อง Classic Chessboard ดูมีมิติและกลายเป็น texture ที่หรูโดยไม่ต้องใช้สีทองแม้แต่นิดเดียว เพิ่มบาลานซ์ระหว่างความเป็นศิลปะยุโรป กับความสบายในแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

มุมนี้ทำให้เห็นความลื่นไหลของ Grand Living Court ได้ชัดเจน ตั้งแต่ Pantry, Dining ไปจนถึง Living ที่เชื่อมต่อกันภายใต้เพดานสูงแบบ Double Volume พร้อมแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านต้นไม้ด้านนอกเข้ามาเติมความสดชื่นตลอดวัน
โทนสีอบอุ่นของผนังและวัสดุไม้ ถูกเบรกอย่างมีจังหวะด้วยเส้นทองและครัวสีขาว ทำให้พื้นที่นี้ไม่เพียงดูหรู แต่ยังให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เหมาะกับทุกช่วงเวลาในบ้าน

พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่จริงที่เจ้าของบ้านได้ใช้มากที่สุด ตั้งแต่เช้าไปจนถึงกลางคืน และเมื่อแสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเข้าสู่โต๊ะอาหารกลางบ้าน ทุกองค์ประกอบจะค่อยๆ บอกว่า บ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

ไม่ได้โดดเด่นแค่ขนาดใหญ่ แต่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในทุกจุด แม้แต่พื้นก็ถูกออกแบบให้แตกต่างในแต่ละโซน เพื่อกำหนดจังหวะการใช้งานและอารมณ์ของพื้นที่

ในบ้านหลังใหญ่มักไม่มีพื้นที่ “รอรับแขก” แบบนี้เสมอไป แต่ที่นี่ออกแบบไว้ต่างออกไป ห้องรับแขกด้านหน้าถูกจัดให้มีวิวสวนถึงสามมุม และแยกออกจาก Living หลักของเจ้าของบ้านโดยสิ้นเชิง ทั้งยังใส่ใจรายละเอียดการใช้งาน ด้วยการจัดวาง Powder Room ไว้ข้างๆ เพื่อความสะดวก โดยไม่ต้องผ่านพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้าน

Service Area ของบ้านหลังนี้ถูกวางผังไว้อย่างมีระบบ โดยแยกออกจากพื้นที่อยู่อาศัยหลัก เพื่อให้เจ้าของบ้านได้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด ครัวหลักมีขนาดใหญ่พิเศษ รองรับเคาน์เตอร์ตัว U พร้อม Island ตรงกลางที่เหมาะทั้งการเตรียมอาหารและจัดวางของใช้ในครัวอย่างมีประสิทธิภาพ
ถัดจากครัวหลัก ยังมีห้องเก็บวัตถุดิบแยกต่างหาก ซึ่งจัดวางติดกับตัวครัวโดยตรง เพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวกทุกวัน โดยไม่รบกวนฟังก์ชันอื่นในบ้าน โซนนี้ต่อเนื่องกับพื้นที่ของ Maid ที่รวมทั้งห้องพักและห้องซักรีดไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และยังแยกห้องน้ำสำหรับ Maid ไว้นอกยูนิต เพื่อรองรับการใช้งานของคนสวนหรือคนขับรถในวันทำงานจริงอย่างเหมาะสม

ห้องนอนชั้นล่างของบ้าน ไม่ได้ออกแบบมาเพียงเพื่อความสะดวก แต่เพื่อเป็น “พื้นที่ความสุข” ที่แท้จริงของทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่การเข้าถึงด้วยทางลาดจากที่จอดรถขนาดพิเศษ ไปจนถึงห้องน้ำที่รองรับการใช้งานของผู้สูงวัยหรือผู้ใช้ wheelchair ได้อย่างคล่องตัว ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด Universal Design ที่ไม่ใช่แค่เรื่องฟังก์ชัน แต่คือการให้คุณค่ากับทุกช่วงชีวิตในบ้านเดียวกัน

ชั้นบนของบ้านเปิดมุมมองใหม่ให้กับ Grand Living Court ด้วยการออกแบบแบบโถงสูง (Double Volume) ที่เผยให้เห็นความเชื่อมโยงของทุกสเปซอย่างชัดเจน บานหน้าต่างขนาดใหญ่ยังคงเปิดรับแสงธรรมชาติตลอดแนว ย้ำแนวคิด Biophilic ที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งหลัง

Extra Living Space ชั้น 2 คือหัวใจของการใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังนี้ พื้นที่เปิดโล่งที่เชื่อมต่อกับ Grand Living Court ด้านล่าง ผ่าน Double Volume ขนาดใหญ่ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของบ้านในแนวตั้ง ที่ไม่เพียงแค่โปร่งแต่ยังทำให้สมาชิกในบ้าน “มองเห็นกัน” แม้อยู่คนละชั้น พร้อมแสงธรรมชาติจากช่องเปิดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ทำให้พื้นที่นี้รู้สึกสว่าง เบา และผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ

พื้นที่นี้ถูกวางบทบาทให้เป็น Family Area สำหรับวันหยุด หรือช่วงเวลาที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้า และยังเผื่อพื้นที่ไว้ให้ปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องพระ หรือมุมนั่งเล่นส่วนตัว ด้วยสัดส่วนที่กว้างพอ และแปลนที่คิดมาแล้วอย่างยืดหยุ่นในระยะยาว

Grand Master Bedroom ของบ้านหลังนี้ ไม่ได้เน้นเพียงความโอ่อ่า แต่ยังให้ความสำคัญกับ “การอยู่อาศัยจริง” ภายในห้องมีมุมพักผ่อนที่จัดวางอย่างเป็นสัดส่วน มีพื้นที่สำหรับโซฟา โต๊ะกลาง หรือจะเป็นมุมจิบกาแฟรับแดดยามเช้า ก็ทำได้โดยไม่รู้สึกเบียดกันกับเตียงนอน พร้อมเปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่จากช่องหน้าต่างทรงสูงที่รายล้อมทั้งสองฝั่ง
ดีเทลบนฝ้าเพดาน ผนัง และการเลือกใช้โทนสีอุ่นผสมกับเฟอร์นิเจอร์แบบ customized ช่วยยกระดับให้ห้องนี้ดูหรูแบบร่วมสมัย และให้ความรู้สึกสงบอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะใช้พักผ่อน นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้ทั้งวันก็ยังรู้สึกสบายตาและสบายใจ

Walk-in Closet ที่ต่อเนื่องจาก Grand Master Bedroom ออกแบบในลักษณะ Gallery Style ที่ให้ทั้งฟังก์ชันและความรู้สึกพิเศษในทุกวัน พื้นที่ถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน มีพื้นที่สำหรับเก็บเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และของใช้ส่วนตัวได้ครบถ้วน โดยไม่รู้สึกอึดอัด หรือรกสายตา
ในขณะที่งานออกแบบยังคงสอดคล้องกับความหรูหราแบบ Beaux-Arts ที่เห็นได้ตั้งแต่บานประตู ตู้บิลต์อิน ไปจนถึง lighting และผนังที่แฝงดีเทลอย่างประณีต เป็นพื้นที่ที่ยืนยันว่าความหรูไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะในห้องรับแขก

ห้องน้ำของ Master Bedroom ใส่ใจทั้งฟังก์ชันและความรู้สึก เริ่มตั้งแต่สเปซขนาดใหญ่ที่แบ่งโซนแห้ง–เปียกอย่างชัดเจน พร้อมอ่างอาบน้ำที่วางตำแหน่งรับแสงธรรมชาติเต็มที่จากหน้าต่างบานสูง ให้ทุกการใช้งานผ่อนคลายเหมือนอยู่ใน Luxury Hotel
สุขภัณฑ์เลือกใช้ Villeroy & Boch ซึ่งเป็น Classic Brand ระดับ Hi-End จากเยอรมนี ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1748 มีชื่อเสียงในด้านเซรามิกคุณภาพสูงและความประณีตในการออกแบบ เป็นอีกหนึ่งดีเทลที่สะท้อนรสนิยมของเจ้าของบ้านได้อย่างเงียบงาม และกลมกลืนกับโทนสีขาวทองของบิวต์อินโดยรอบ

บ้านตัวอย่างหลังนี้มีพื้นที่รอบบ้านมากพอที่จะต่อเติมสระว่ายน้ำส่วนตัวได้จริง และถ้าดูจากภาพนี้ จะเห็นว่าการจัดวางสระในแนวแกนหลักของบ้าน ทำให้เกิดมุมมองที่ต่อเนื่องทั้งจากภายในและภายนอก เพิ่มมิติของการอยู่อาศัยให้รู้สึกทั้งโปร่ง สงบ และเป็นส่วนตัว

ภาพมุมสูงนี้อาจดูเรียบง่าย แต่กลับเผยให้เห็นสิ่งสำคัญที่สุด
บ้านหลังนี้ไม่ได้ออกแบบเพียงเพื่อ “อยู่ได้” แต่ถูกวางแผนมาเพื่อ “อยู่ดี” ในทุกมิติ ตั้งแต่ผังโครงการที่เชื่อมโยงธรรมชาติอย่างแยบยล ไปจนถึงสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยที่คิดเผื่ออนาคต ไม่ว่าจะเพื่อครอบครัวที่ขยาย หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามเวลา
และทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ทำให้ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ โครงการนี้เป็นมากกว่าแค่บ้านเดี่ยวแต่คือ Masterpiece ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ระดับสูงสุดของ AP ทั้งในแง่ปรัชญาการอยู่อาศัย การออกแบบเชิงลึก และความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตในแบบที่จับต้องได้จริง
